บทที่ 21 ความเมตตาของมารตัวร้าย (02)
เพียงแค่อึดใจเดียว ร่างน้อยก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อโดนกระชากเต็มกำลัง ทำให้เจ้าหล่อนลุกพราดขึ้นมา แล้วคนตัวเล็กต้องหวีดร้องเมื่อโดนพาดขึ้นบ่า ซึ่งเท้าหนักก็กำลังมุ่งหน้าออกจากห้องทำงาน และตลอดทางก็ได้ยินเสียงบ่นอุบอิบ ได้เห็นท่าทางฮึดฮัด
เพียงรัมภาต้องเบ้ปากเมื่อโดนกระแทกเข้ากับโต๊ะอย่างจัง ก่อนที่จะเงยขึ้นสบตากับพ่อพยัคฆ์ร้ายซึ่งกำลังจ้องมองหญิงสาวตาเขม็ง
“จะเอาแบบไหน” เขาถามเสียงเข้มและไม่รู้ว่าทำไมต้องใจอ่อน
“คะ…” อยู่ดีๆ ก็โดนเอ่ยถามทำให้งุนงงและตอบไม่ถูก
“ฉันถามว่าจะเอาแบบไหนไอ้ผ้าที่เธออยากจะได้น่ะ เร็วๆ สิตอบมาจะเดินเข้าไปซื้อให้” หงุดหงิดไม่น้อย ใบหน้าก็เริ่มแดงเห่อเมื่อต้องเข้าไปซื้อสิ่งที่ตนเองไม่เคยซื้อ และตอนนี้เขาก็พาเจ้าหล่อนมาถึงหน้าร้านขายของ
“คุณพยัคฆ์” เสียงครางดังขึ้น เพราะไม่อยากจะเชื่อว่ามารร้ายจะใจดี ใบหน้าก็ฉีกยิ้มขึ้นน้อยๆ สองครั้งแล้วสินะที่พยัคฆ์ใจดีกับหล่อน
“ไม่ต้องมาทำเป็นซึ้งใจรัมภา เธอหายดีเมื่อไหร่ฉันจัดหนักเธอถึงเช้าแน่” คำข่มขู่ทำให้เพียงรัมภาต้องหลบตาลงต่ำอย่างขื่นขม ร้าวระทมในหัวใจ “เอาแบบไหนตอบมาสิ” ชายหนุ่มต้องถามเสียงดังขึ้นอีกหนเมื่อไม่ได้คำตอบ และร่วมสองอาทิตย์แล้วที่เขาไม่ไปยุ่มย่ามกับภรรยาเถื่อน เพราะกำลังวุ่นวายอยู่กับหมากตัวใหม่
“แบบไหนก็ได้ค่ะ รัมภาใช้ได้หมด”
จากนั้นเท้าแกร่งก็เดินปึงปังเข้าไปในร้านขายยาซึ่งแบ่งเป็นร้านขายของทั่วไปด้วยและอยู่ถัดจากบริษัทของตนเองไม่ไกล ใบหน้าเข้มก็แดงเห่อมากขึ้นเมื่อโดนคนขายแซวถึงความน่ารักที่กล้ามาซื้อผ้าอนามัยให้ภรรยา ก่อนที่จะรีบจ่ายเงินแล้วเดินเข้ามาคว้าสาวเจ้าขึ้นพาดบ่าอีกหน
“เจ็บ” นิ่วหน้าด้วยความเจ็บเมื่อพยัคฆ์ทิ้งเจ้าหล่อนลงบนโซฟา
“เอาไปแล้วรีบๆ ออกไปจากห้องของฉันซะรัมภา เธอทำให้ความน่าเกรงขามของฉันหายไปหมด” โยนผ้าอนามัยและยาให้กับหญิงสาว แล้วจัดการขยับเสื้อให้เข้าที่ ซึ่งเขายอมรับว่าอับอายเป็นที่สุด เมื่อต้องแบกเพียงรัมภาใส่บ่าแล้วเดินออกไป ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดต้องทำเช่นนั้น
“รัมภาขอโทษ” หล่อนก้มหัวขอโทษ “ขอบคุณนะคะ” แม้น้ำเสียงแผ่วเบา อ่อนแรงแต่ก็กลั่นออกมาจากหัวใจที่บริสุทธิ์ เจ้าหล่อนรีบพยุงร่างของตนเองขึ้นแล้วเดินออกไปในทันที เพราะไม่อยากจะสร้างความหงุดหงิดให้ชายหนุ่มและรู้สึกใจชื้นขึ้นมาอีกนิด เมื่อสามีมารไม่ได้โหดร้ายป่าเถื่อน ไร้น้ำใจไปทุกเรื่อง
ร่างเล็กฟุบหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อมีเสียงเข้มแว่วเข้ามาในหู แล้วตามมาด้วยการเขย่าตัวแรงๆ อีกสองสามครั้ง ทำให้คนซึ่งป่วยหนักต้องปรือตาขึ้นมอง และก็พบกับใบหน้าเหี้ยมเกรียมของสามีกับผู้หญิงอีกคนซึ่งตนเองไม่รู้จัก
มือเรียวเกาะเกี่ยวเอวของพยัคฆ์พลางปั้นยิ้มกว้างๆ ให้กับภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งหล่อนกำลังถือสิทธิ์ครอบครอง ใบหน้าก็ระรื่นน่าดู ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่อบาปเลยสักนิด ชุดที่สวมใส่อยู่นั้นก็ต่างจากคนป่วยเป็นอย่างมาก
“ฉันจะไม่กลับบ้านวันนี้ เดี๋ยวฉันจะให้นาคินไปส่งเธอ” น้ำเสียงและใบหน้าแสนเรียบเฉย
“ค่ะคุณพยัคฆ์” ร้อนผ่าวที่ขอบตา จิกเล็บลงบนเนื้อเพื่อทดแทนความรู้สึก หล่อนไม่ได้หึงหวงแต่กำลังรู้สึกอัปยศ หดหู่ ศักดิ์ศรีอันน้อยนิดถูกทำลายนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อสามีตีทะเบียนควงผู้หญิงมาเยาะเย้ยถึงที่ทำงาน ทำให้หล่อนต้องหลบสายตาทุกคู่ที่มองมาอย่างสงสาร
“ไปเถอะครับริสา” น้ำเสียงที่เอ่ยไม่ได้หวานหยดแต่อ่อนโยน ซึ่งต่างจากน้ำเสียงที่เอ่ยกับเพียงรัมภาเสียจริงๆ และไม่นานทั้งพยัคฆ์และคู่ควงคนใหม่อย่างริสาก็เดินจากไป
“หัวใจของคุณทำด้วยหินผาจริงๆ หรือไงคุณพยัคฆ์ เมื่อไหร่จะถึงวันที่คุณต้องเจ็บปวดบ้าง” คนป่วยแค่นยิ้ม และเดินโซเซออกมารอนาคินที่หน้าบริษัท ซึ่งสักสิบนาทีเห็นจะได้รถก็แล่นเข้ามาเทียบท่าเพื่อรอรับคนป่วยกลับบ้าน โดยที่นาคินก็รีบเข้ามาช่วยประคองเพียงรัมภาขึ้นรถ
“ไปหาหมอก่อนกลับบ้านดีไหมครับคุณรัมภา” นาคินเอ่ยด้วยความเห็นใจปนสงสาร
“รัมภาไม่เป็นอะไรหรอกคุณคิน แต่ช่วยพารัมภาไปที่อื่นก่อนได้ไหมคะ รัมภายังไม่อยากกลับบ้านเลย” นอนพิงกับเบาะรถแล้วเหม่อลอย อยากจะกลับไปมีวันที่สดใส กลับไปมีอัศวินอยู่เคียงข้าง ยังจดจำทุกรายละเอียดแห่งความสุขนั้นได้ดีและเชื่อว่ามันจะยังตราตรึงอยู่ในหัวใจไม่เสื่อมคลาย
“ได้สิครับ คุณรัมภาอยากจะไปไหนหรือครับ”
“รัมภาอยากไปไหนหรือคะ” หล่อนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองอยากจะไปไหน “พารัมภาไป…ไปที่สดชื่นหน่อยน่ะค่ะ”
“ที่สดชื่นหรือครับ…งั้นเราไปสวนสาธารณะที่อยู่เยื้องจากหน้าปากซอยบ้านกันดีกว่านะครับ” นาคินกล่าวและส่งยิ้มผ่านกระจกหน้าให้นายหญิง
“สวนสาธารณะก็ดีเหมือนกันค่ะ แต่คุณคินอย่าเรียกรัมภาว่าคุณเลยนะคะ เรียกว่ารัมภาเฉยๆ ดีกว่าค่ะ” หญิงสาวกล่าวด้วยร้อยยิ้ม และรู้สึกดีกับนาคินเป็นอย่างมาก เนื่องจากชายหนุ่มคอยให้กำลังใจและแอบดูแลตนเองเรื่อยมา รวมถึงน้อยด้วย
“เอ…จะดีหรือครับ งั้นเอาเป็นว่าคุณรัมภาก็ห้ามเรียกผมว่าคุณเหมือนกันนะครับ”
“ได้สิคะ แต่รัมภาขอเรียกคุณคินว่าพี่จะได้ไหมคะ รัมภาอยากมีพี่ชาย” แม้หัวใจและร่างกายจะอ่อนแอเกินเยียวยาแต่ก็ยังปั้นยิ้มส่งไปให้นาคินแล้วอดคิดถึงบิดามารดาไม่ได้ และก็ยังรู้สึกน้อยใจบิดายิ่งนัก ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงต้องลากตนเองเข้ามาจมกับวังวนนี้
